ปราการ คลินิก โทร : 085-536-6500, 02-175-8294 
 
Botox  : มารู้จักกับ Botox
 
 
 
แม้ว่าชื่อของโบท็อกซ์จะเป็นชื่อที่เราจะได้ยินกันหนาหูเลยว่า เป็นสารที่ฉีดเข้าไปแล้วช่วยทำให้รอยย่นหายไป แด่ส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่รู้ว่าโบท็อกช์นี้ทำมาจากอะไร ดังนั้นในบทนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับเจ้าโบท็อกซ์นี้กัน แบบให้หมดเปลือกกันไปเลยนะคะ ก็แหม..จะไปฉีดเจ้าสารที่เรียกว่าโบท็อกช์นี้เข้าไปในร่างกายเราทั้งที ก็ควรจะได้รู้ว่าโบท็อกช์เนี่ย มันคืออะไร และทำจากอะไร แล้วจะเป็นอันตรายต่อร่างกายเราหรือเปล่าหนอ...
 
 
โบท็อกซ์คืออะไร
 
โบท็อกช์คือการทำศัลยกรรมความงามที่ไม่ใช่การผ่าตัด ซึ่งสามารถลบรอยเหี่ยวย่นบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางคิ้วให้หายไปได้ โบท็อกช์ถูกค้นพบโดยบังเอิญว่าสามารถใช้รักษารอยย่นได้ จากการที่ก่อนหน้านี้โบท็อกช์ถูกใช้เพื่อรักษาไมเกรน ซึ่งต้องฉีดโบท็อกช์เข้าที่บริเวณหางตา หัวคิ้ว และมีแพทย์บางคนสังเกตเห็นว่า ริ้วรอยย่นบริเวณที่ฉีดกลับลดลงไปด้วย จึงทำให้ค้นพบว่า โบท็อกช์ช่วยลดรอยย่นได้
 
 
โบท็อกซ์ทำจากอะไร
 
โบท็อกซ์เป็นชื่อทางการค้าของ botulinum toxin A ซึ่งสกัดมาจากแบคทีเรียที่ชื่อว่า คลอสทิเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) อันเป็นแบคทีเรียที่สร้างสารพิษ ชื่อ Botulinum Toxin ตัวการที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษในอาหารกระป๋องที่ไม่สะอาด โดยสารพิษนี้มีสองชนิดคือ โบทูลินั่ม ชนิด เอ (Botulinum type A) และ โบทูลินั่ม ชนิด บี (Botulinum type B)
 
สาร Botulinum Toxin นี้เป็นสารชนิดนิวโรท็อกชิน (Neurotoxin) ที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยจะไปรบกวนการทำงานของระบบประสาท ด้วยการยับยั้งเซลล์ประสาทไม่ให้ผลิตสาร ocetylcholine ชึ่งเป็นสารที่สั่งให้กล้ามเนื้อยืดและหดตัว เมื่อไม่มีสารนี้มาสื่อสาร กล้ามเนื้อจึงไม่ได้รับสัญญาณจากประสาท ส่งผลให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตชั่วคราว จึงทำให้การทำงานของระบบประสาท และทางเดินอาหารหลายอย่างเกิดอาการผิดปกติ
 
สำหรับเชื้อดังกล่าว เมื่อนำมาสกัดให้บริสุทธิ์แล้ว สามารถนำมาใช้รักษาในทางการแพทย์ จากคุณสมบัดิที่ต่อต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ และต่อมาจึงมีการนำมาใช้ในวงการความงาม เพราะคุณสมบัติที่ช่วยลดรอยย่นต่างๆ โดยทำให้ผิวหน้าบริเวณหน้าผากและเหนือคิ้ว กระชับมากยิ่งขึ้น
 
 
เส้นทางของโบท็อกซ์
 
หลังจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum ถูกค้นพบเมื่อนานมาแล้ว และสามารถสกัดออกมาจนได้ ยา Botulinum toxin ชนิด A หรือที่เราเรียกว่าโบท็อกซ์นั้น สารชนิดนี้ก็ค่อยๆ ถูกค้นพบคุณสมบัติในการรักษาโรคต่างๆ มากขึ้น
 
- ทศวรรษที่ 1950
นายแพทย์เวอร์มอน บรู๊คส์ ค้นพบว่ายา Botulinum toxin ชนิด A เมื่อฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่ทำงานมากเกินไป จะยับยั้งการหลั่งสาร ocetylchlollne จากปลายประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายชั่วคราว
 
- ทศวรรษที่ 1970
นายแพทย์อลัน สก็อต ซึ่งเป็นจักษุแพทย์ได้ศึกษาวิธีการรักษาอาการตาเข (Strabismus) โดยไม่ต้องผ่าตัด และทดลองใช้ยา Botulinum toxin ชนิด A ในลิง พบว่าสามารถปรับลักษณะตาเขได้ ต่อมาได้มีการพัฒนาให้มาใช้ในคน จึงถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ โดยใช้รักษาคนไข้ที่มีกล้ามเนี้อหนังตาบีบรัดหรือกระตุก เช่น เปลือกตากระตุก อาการตาเข จนทำให้ปิดตาไม่สนิท เมื่อฉีดยาตัวนี้เข้าไปแล้วกล้ามเนื้อบริเวณนั้นจะเป็นอัมพาตไปบางส่วน ทำให้สามารถเปิดตาได้ ซึ่งโบทูลินั่มท็อกซินที่นำมาใช้นี้เป็นชนิดบริสุทธิ์ และใช้เพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น และฉีดบริเวณเฉพาะที่ สารนี้มีจำนวนน้อยมากจนไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายและจะให้ผลเฉพาะที่ชั่วคราวอยู่นานประมาณ 3 - 5 เดือน จากนั้นจึงจะจางหายไป ต้องฉีดใหม่
 
- ทศวรรษที่ 1980
เอลาสแทร์ และจีน การ์รูเธอร์ส แพทย์สามีภรรยาชาวคาเนเดียนจากแวนคูเวอร์ เอลาสแทร์ ชึ่งเป็นแพทย์ผิวหนัง เริ่มทำการจดบันทึกการลบเลือนริ้วรอยด้วย การฉีดโบท็อกซ์แทนคอลลาเจน ชึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี ส่วนจีนภรรยาของเขาซึ่งเป็นจักษุแพทย์ ใช้โบท็อกช์ฉีดตรงบริเวณหนังตาเพื่อลดอาการตากระตุก ผลที่ได้ นอกจากจะรักษาอาการกระตุกแล้ว โบท็อกช์ยังทำให้กล้ามเนื้ออ่อนตัวและริ้วรอยตีนกาจางลงด้วย ดังนั้นทั้งสองจึงได้ทำการทดสอบกับตนเองและพนักงานต้อนรับของตน ผลสรุปออกมาว่าโบท็อกช์สามารถช่วยให้ริ้วรอยจางลง ผิวเนียนดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการฉีดคอลลาเจน
 
- ปี 1989
องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้สารชนิดนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ยาชนิดใหม่ที่ใช้รักษาโรคตาเขและตากระพริบผิดปกติในผู้ป่วยอายุ 12 ปีขึ้นไป ในเดือนธันวาคม และต่อมา ยาชนิดนี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่อจาก Botulinum toxin ชนิด A เป็น โบท็อกช์ (Botox)
 
- ปี 2000
องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ใช้โบท็อกช์ในการบำบัดรักษาการทรงตัวของศีรษะที่ผิดปกติ และความเจ็บปวดที่คอ อันเกิดจากความเสื่อมของกล้ามเนื้อคอในผู้ใหญ่
 
- ปี 2002
องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนโบท็อกช์เป็นสารที่มีคุณสมบัติการรักษารอยย่นระหว่างคิ้ว
 
- ปี 2004
องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา อนุมัติได้ขึ้นทะเบียนโบท็อกซ์ใช้สำหรับการบำบัดรักษาอาการเหงื่อออกใต้วงแขนมากผิดปกติ
 
 
เมื่อฉีดโบท็อกซ์เข้าไปแล้ว
 
เมื่อฉีดโบท็อกช์เข้าไปแล้ว จะเข้าไปช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งริ้วรอยนั้นเกิดจากกล้ามเนื้อตึงเครียดเพราะการเคลื่อนไหวนั่นเอง เมื่อเข้าไปคลายกล้ามเนื้อจึงทำให้ริ้วรอยหายไป แต่ริ้วรอยจะไม่หายไปอย่างถาวร โดยสามารถลดริ้วรอยได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
 
 
โบท็อกซ์เหมาะกับใครบ้าง
 
สำหรับในบ้านเราตอนนี้ ที่นิยมมาฉีดโบท็อกช์กันจะมีอายุระหว่าง 21 - 75 ปี ซึ่งโดยหลักแล้ว การฉีดโบท็อกช์เพื่อลดริ้วรอย ไม่จำกัดว่าต้องเป็นผู้ใหญ่เท่านั้น แต่สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 18 - 65 ปี เพราะในบางกรณีเช่น วัยรุ่นบางคนที่เล่นกีฬากลางแจ้งมากเกินไปจนมีริ้วรอยก่อนวัยอันควร ก็สามารถมาฉีดโบท็อกช์เพื่อลดริ้วรอยได้ แต่สำหรับคนที่มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งริ้วรอยเกิดจากผิวหนังที่หย่อนยานด้วยวัยที่มากขึ้นไม่ใช่ริ้วรอยจากกล้ามเนื้อเกร็ง โบท็อกซ์ก็ไม่สามารถช่วยลดริ้วรอยได้มากนัก อาจพอช่วยให้หน้าตาดูดีขึ้นเท่านั้น
 
นอกจากนี้ ควรเป็นผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่อย่างหนัก เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ประสิทธิภาพของโบท็อกช์หลังการฉีดออกมาไม่ดีเท่าที่ควร
 
และสำหรับคุณผู้ชายที่สนใจอยากจะฉีดโบท็อกช์ก็ไม่ต้องเขินอายไปนะคะ เพราะอัตราส่วนของผู้ชายในบ้านเราที่มาฉีดโบท็อกช์ดอนนี้มาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 เลยทีเดียวค่ะ
 
 
ฉีดนานเท่าใด จึงจะเห็นผล
 
หลังการฉีดโบท็อกช์จะค่อยๆ กระจายไปรอบๆ กล้ามเนื้อกว้าง 1 ชม. ใช้เวลาประมาณ 4 วัน จึงเข้าสู่ระบบประสาท จากนั้นจึงจะค่อยรู้สึกถึงความตึงของผิว ดังนั้นกว่าจะเห็นผลว่าริ้วรอยหายไปนั้น จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์หลังฉีด แด่บางรายอาจใช้เวลาถึง 1 เดือนเลยก็ได้
 
 
กลไกการทำงานของโบท็อกซ์
 
เมื่อสารโบท็อกช์ถูกฉีดลงไปยังใต้ผิวหนังของคุณแล้ว กลไกการทำงานของสารชนิดนี้ประกอบไปด้วย 2 ขั้นตอน คือ
 
- ยับยั้งการสื่อสารระหว่างเชลล์ประสาทและกล้ามเนื้อ
โบท็อกช์จะพุ่งไปยังจุดเชื่อมต่อระหว่างปลายประสาทและกล้ามเนื้อ และจัดการยับยั้งประสาทไม่ให้หลั่งสาร acetylcholine ส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่มีการหดเกร็งและรอยย่นคลายหายไป
 
- การสื่อสารระหว่างประสาทและกล้ามเนื้อกลับคืนสู่สภาพปกติ
โบท็อกช์จะทำให้กล้ามเนื้อไม่มีการหดเกร็งเป็นการชั่วคราวเท่านั้น จากนั้นการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อจะกลับสู่สภาพปกติภายใน 2 - 5 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการปฎิบัติตัวของแต่ละคน
 
 
ผลข้างเคียงจากการใช้โบท็อกซ์
 
หลังจากการฉีดโบท็อกช์ บางคนอาจมีตุ่มแดงบริเวณที่ฉีดขึ้นมานานประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนบางคนที่ฉีดโบท็อกช์บริเวณหน้าผากก็อาจมีอาการปวดศีรษะในวันแรกที่ฉีด หรืออาจเกิดอาการหนังตาตกหรือคิ้วตก และถ้าฉีดบริเวณลำคอก็อาจทำให้กลืนอาหารได้ไม่ค่อยสะดวก แต่อาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเองค่ะ
 
และสำหรับคุณผู้หญิงบางคน พอฉีดโบท็อกช์เข้าไปแล้วกลับไม่ได้ผล นั่นเป็นเพราะว่าร่างกายมีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาค่ะ ทำให้ไม่ได้ผล แต่ว่าคนที่ร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันต่อโบท็อกช์นี้ จะมีไม่ถึงร้อยละ 3 - 5
 
ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆ หลังการฉีดโบท็อกช์ที่อาจมี เช่น ปวดหัว หายใจติด เป็นไข้ ตาปรือ และคลื่นเหียน เป็นต้น
 
 
ฉีดติดต่อกันนานๆ จะเป็นอันตรายไหม
 
โบท็อกช์นั้น เมื่อฉีดเข้าร่างกายแล้วก็จะค่อยๆ สลายตัวไป ไม่เหลือตกค้างในร่างกาย แต่การฉีดชํ้าบ่อยๆ หรือฉีดมากเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อที่จุดนั้น เป็นอัมพาต คืออาจกลายเป็นคน "หน้าตาย" ไม่สามารถแสดงความรู้สึกบนใบหน้าได้ แม้จะหัวเราะหรือร้องไห้ก็หน้าตาเหมือนเดิม ซึ่งข้อเสียตรงจุดนี้อาจไม่เหมาะกับนักแสดงที่ต้องใช้ใบหน้าในการแสดงความรู้สึกเวลาแสดงละคร
 
 
ฉีดโบท็อกซ์ได้บ่อยแค่ไหน
 
สำหรับคำแนะนำของแพทย์คือ ควรฉีดโบท็อกช์ในระยะเวลาห่างกัน อย่างน้อย 3 เดือน เป็นอย่างน้อย และควรฉีดในปริมาณที่น้อยที่สุดที่เห็นผลว่ารอยย่นหายไป
 
 
ข้อจำกัดในการฉีดโบท็อกซ์
 
ในการฉีดโบท็อกช์เพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้า มีจุดที่ต้องระมัดระวังนั่นก็คือ บริเวณริมฝีปาก ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้ฉีด เนื่องจากอาจทำให้ริมฝีปากเบี้ยวเวลายิ้มได้ ดังเช่นประสบการณ์ของ Dr. Angelika Schleicher ศัลยกรรมพลาสติกแห่งโรงพยาบาล Caritas-Krankenhaus St. Josef เมือง Regensburg ประเทศเยอรมนี กล่าวถึงคนไข้คนหนึ่งของเขา ซึ่งเคยชินกับการพูดเร็ว เวลาพูดริมฝีปากจะดูแข็งกระด้าง ทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติเวลาพูด
 
นอกจากนี้ ผู้ที่เคยทำศัลยกรรมพลาสติกหรือเคยผ่านการดึงหน้ามาก่อน ก็ต้องระมัดระวังในการใช้โบท็อกช์ เพราะจะมีปฎิกิริยาตอบสนองต่อตัวยาแตกต่างไป และอาจทำให้สมดุลของใบหน้าแต่ละข้างไม่เท่ากัน เช่น เกิดปัญหาหนังตาหย่อน หรือปัญหาคิ้วไม่อยู่ในแนวเดียวกัน เป็นต้น
 
 
ความปลอตภัยของโบท็อกช์
 
โบท็อกช์ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการอาหารและยา (Food Drug Association) หรือ FDA ของสหรัฐอเมริกา ว่าให้สามารถใช้เป็นเครื่องสำอางได้เมื่อเดือนเมษายน ปี 2002 หลังจากที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในการรักษาทางการแพทย์ตั้งแต่ปี 1989
 
 
ข้อดีของโบท็อกซ์
 
ไม่เจ็บตัว
การเสริมความงามด้วยการผ่าตัดดึงหน้านั้น นอกจากจะมีราคาแพงกว่าฉีดโบท็อกช์แล้ว ยังต้องเจ็บตัวมากกว่าด้วย เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการผ่าตัด ที่ต้องมีรอยแผล มีการพักฟื้นหลังผ่าตัด ทำให้ไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้ระหว่างพักฟื้น ไม่เหมือนการฉีดโบท็อกช์ที่ฉีดเสร็จแล้วสามารถไปไหนมาไหนได้ทันที
 
ถ้าผิดพลาด..แก้ไขได้
แม้ประสิทธิภาพของโบท็อกช์ในข้อที่ว่ามันจะสลายตัวไปหลังจากเราฉีดเข้าไป 4 - 5 เดือน หลายคนมองว่าเป็นข้อด้อยของโบท็อกช์ แต่ข้อด้อยตรงนี้ก็เปรียบเป็นข้อดีของโบท็อกช์ได้เช่นกัน สำหรับในกรณีที่ถ้าแพทย์ที่ทำการฉีดโบท็อกซ์ให้เราทำการฉีดผิดพลาด จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น หนังตาตก อาการนี้ก็จะค่อยๆ หายไปภายใน 3 - 4 เดือน จนกว่าโบท็อกช์จะหมดฤทธิ์ของตัวยาไปนั่นเอง ไม่เหมือนกับการทำศัลยกรรมพลาสติก ที่เมื่อทำผิดพลาดแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขได้ หรือถ้าแก้ไขได้ก็ทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ทำไม่ได้แล้ว เช่น การผ่าจมูก เสริมหน้าอก การดึงหน้า
 
โบท็อกซ์อันตรายต่อไหมหนอ
โบท็อกช์นั้นไม่มีอันตรายต่อร่างกายเพราะเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ ซึ่งการที่ฉีดโบท็อกช์เข้าไปแล้วจะเป็นอันตรายได้นั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่ความชำนาญและประสบการณ์ของแพทย์ที่ฉีดให้ ในการฉีดให้ถูกตำแหน่งและฉีดให้ในปริมาณที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน
 
ความนิยมในการฉีดโบท็อกซ์
โบท็อกช์เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายมาก ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ 13.1 ในปี 2544 พุ่งเป็นร้อยละ 14.3 ในปี 2546
และสำหรับประเทศไทย ในปี 2547 มีการฉีดโบท็อกช์เพื่อความงามมากถึง 250,000 ครั้ง และคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นอีกเรื่อยๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นัดพบแพทย์ ได้ที่ 085-536-6500, 02-175-8294
คลินิกเฉพาะทาง หู คอ จมูก กระดูกและข้อ ฝังเข็ม โรคเด็ก ร้อยไหม โบท็อก
สมุทรปราการ โดยแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา
ปราการคลินิก
264 ถ.ท้ายบ้าน ต.ปากน้ำ อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ
10270 (ฝั่งตรงข้าม เยื้อง ธ.ไทยพาณิชย์ท้ายบ้าน
ซอย 12)
Copyright © 2016 Prakarn Clinic. All rights reserved.