ปราการ คลินิก โทร : 085-536-6500, 02-175-8294 
 
โรคข้อเข่าเสื่อม
 
โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส้าคัญ พบมากในวัยกลางคน และผู้สูงอายุ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม โรคจะด้าเนินไปเรื่อยๆ อาจท้าให้มีความเจ็บปวด ข้อเข่าผิดรูป เดินได้ไม่ปกติ การปฏิบัติกิจวัตรประจ้าวันต่างๆ ก็ท้าได้ไม่สะดวก จะมีความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
 
หากประชาชนหรือผู้ที่เริ่มมีอาการข้อเข่าเสื่อมมีความรู้ สามารถดูแลตนเองเพื่อชะลอความเสื่อม หรือบรรเทาอาการของข้อเข่าเสื่อม ก็จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
 
 
โครงสร้างของข้อเข่า
 
 
ข้อเข่าประกอบด้วย กระดูก 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกสะบ้า ยึดติดกันด้วยเส้นเอ็นซึ่งเป็นส่วนปลายของกล้ามเนื้อนับว่าเป็นส่วนส้าคัญที่ท้าให้ข้อเข่าแข็งแรง ผิวสัมผัสของกระดูกทั้งสามจะมีเยื่อบุข้อ เซลล์ประสาทรับความรู้สึก และมีกระดูกอ่อนค่อนข้างหนาคลุมอยู่ กระดูกอ่อนนี้มีลักษณะเรียบ มันวาว และผิวลื่น ทั้งนี้เพื่อรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นขณะมีการเคลื่อนไหวข้อ และท้าให้รูปร่างกระดูกพอดีกัน ช่วยให้ข้อมั่นคงภายในข้อเข่ามีน้้าหล่อเลี้ยงช่วยในการหล่อลื่นและถ่ายน้้าหนัก
 
สาเหตุความเสื่อมของข้อเข่า
 
1. ความเสื่อมแบบปฐมภูมิ หรือไม่ทราบสำเหตุ เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อควำมเสื่อมของข้อเข่ำ ได้แก่
  • อายุ พบว่า อายุ 40 ปี เริ่มมีข้อเสื่อม อายุ 60 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 40
  • เพศ ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการท้างานของระบบต่อมไร้ท่อของร่างกาย
  • น้ำหนักตัวที่เกิน น้าหนักตัวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเข่าเสื่อม พบว่าน้าหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระท้าต่อข้อเข่า 1-1.5 กิโลกรัม ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์กระดูก ส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น
  • การใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เป็นต้น
  • ความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
  • กรรมพันธุ์ โรคข้อเข่าเสื่อมมีหลักฐานการถ่ายทอดทางพันธุกรรมน้อยกว่าที่ข้อนิ้วมือเสื่อม
2. ความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุมีการบาดเจ็บที่
ข้อ เส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่าจากการทำงานหรือการเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน เป็นต้น
 
 
อาการ และอาการแสดงของโรคข้อเข่าเสื่อม
 
ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ มักพบบ่อยในผู้ที่อายุเกิน 60 ปี พบมากในผู้หญิงและผู้ที่มีน้้าหนักตัวมาก มักเป็นทั้ง 2 ข้าง พบว่า เมื่อข้อเข่าข้างหนึ่งเริ่มเสื่อมแล้ว จะมีข้อเข่าอีกข้างเสื่อมอีกใน 11 ปีต่อมา
 
อาการในระยะแรก เริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เดิน ขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดพักการใช้ข้อ ร่วมกับมีอาการข้อฝืดขัดโดยเฉพาะเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เมื่อขยับข้อจะรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกหรือมีเสียงดังในข้อ
 
เมื่อมีภาวะข้อเสื่อมรุนแรง อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคล้าส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่จะมีอาการปวดหรือเสียวบริเวณกระดูกสะบ้า หากมีการอักเสบจะมีข้อบวม ร้อน และตรวจพบน้้าในช่องข้อ ถ้ามีข้อเสื่อมมานานจะพบว่า เหยียดหรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ท้าให้เดินและใช้ชีวิตประจ้าวันล้าบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ
 
 
การรักษา
 
1. การรักษาโดยวิธีไม่ใช้ยา โดยการประคับประคองด้วยการลดแรงกดที่ข้อเข่า ร่วมกับการท้าให้กล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงขึ้น ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะค่อยๆ ซ่อมแซมส่วนของข้อที่เสื่อมได้ มีดังนี้
  • การได้รับค้าแนะน้าการใช้ข้ออย่างถูกต้องและพอเพียง และเมื่อปฏิบัติตัวเหมาะสม จะมีส่วนช่วยให้อาการปวดทุเลา ท้ากิจวัตรประจ้าวันต่างๆ ได้ดีขึ้นถึงแม้จะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ก็ตาม
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ข้อ
  • การควบคุมน้้าหนักตัว
  • การบริหารกล้ามเนื้อและออกก้าลังเพื่อสุขภาพ
  • การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วย และวิธีอื่นๆ
2. การใช้ยา
 
3. การผ่าตัด
 
 
จะดูแลตนเองเพื่อถนอมข้อ เมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้อย่างไร
 
1. การปรับเปลี่ยนอิริยาบถและสภำพแวดล้อมให้เหมาะสมในชีวิต ประจำวัน เพื่อมิให้ข้อเสื่อมมากขึ้นและยืดอายุการใช้งานของข้อให้ยาวนานที่สุด
 
การนั่ง ควรนั่งบนเก้าอี้ ควรมีที่รองแขนเพื่อช่วยในการพยุงตัวลุกขึ้นยืนได้สะดวก ไม่ควรนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ หรือนั่งราบบนพื้น เพราะท่านั่งดังกล่าวจะท้าให้ผิวข้อเข่าเสียดสีกันมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสื่อมเร็วขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนนิ่งๆ นานๆ เพราะการที่ข้อเข่าอยู่ในท่าเดียวนานๆ จะท้าให้กระดูกอ่อนซึ่งโดยปกติจะมีเลือดไปเลี้ยงน้อยมากอยู่แล้ว จะยิ่งขาดสารอาหารและออกซิเจนมากขึ้น จึงควรเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ลุกขึ้นเดินไปมาอย่างน้อยทุก 1-2 ชั่วโมง หรือนั่งเหยียดขา เตะขาเบาๆ บริหารกล้ามเนื้อต้นขาร่วมด้วยเป็นพักๆ เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการนั่งพื้นท้ากิจกรรมต่างๆ เช่น เลี้ยงเด็ก เตรียมอาหาร ท้าการฝีมือ ท้างานบ้านต่างๆ เช่น
    - การซักผ้า หลีกเลี่ยงการนั่งยองๆ ซัก ควรซักทีละไม่มากชิ้น นั่งซักบนม้าเตี้ยๆ และเหยียดเข่า 2 ข้าง หรือ นั่งเก้าอี้ หรือยืน หรือใช้เครื่องซักผ้า
    - การรีดผ้า หลีกเลี่ยงการนั่งพื้นรีดผ้า ควรใช้การนั่งเก้าอี้ หรือยืนรีด และมีม้าเตี้ยๆ มารองพักขาข้างหนึ่งไว้เพื่อช่วยพักกล้ามเนื้อขาและหลัง
    - หลีกเลี่ยงการนั่งก้มถูพื้นบ้าน ท้าความสะอาดห้องน้้า ควรใช้ไม้ ม็อบถูพื้นแทน
    - ไปวัด ฟังเทศน์ นั่งสมาธิ สวดมนต์ที่บ้าน อาจหลีกเลี่ยงโดยนั่งเก้าอี้ หรือขอบบันไดแทน
การนอน ควรนอนบนเตียงสูงระดับเข่า ไม่ควรนอนราบกับพื้น เพราะระหว่างล้มตัวลงนอนหรือลุกขื้นยืนจะต้องใช้แรงจากข้อเข่าเพื่อช่วยในการเปลี่ยนท่าทางอย่างมาก
 
ควรพักอาศัยอยู่ชั้นล่าง และขึ้นลงบันไดให้น้อยเที่ยวที่สุด จับราวบันไดเมื่อขึ้นลง เนื่องจาก ขณะก้าวขึ้น หรือลงบันได ข้อเข่าต้องรับน้้าหนักถึง 3-4 เท่า ขณะขึ้นบันไดใช้เท้าข้างที่ไม่ปวดเข่าก้าวน้า และขณะลงบันไดใช้เท้าข้างที่ปวดเข่าก้าวน้า รวมทั้งเลี่ยงการเดินขึ้นลงที่ลาดชันซึ่งจะมีแรงกดที่ข้อเข่ามากกว่าการขึ้นลงบันได
 
การยืน ควรยืนตรงให้น้้าหนักตัวลงขาทั้งสองข้างเท่าๆกัน
 
การเดิน ควรเดินบนพื้นราบ ควรใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ยหรือไม่มีส้น พื้นนุ่ม กระชับพอเหมาะ จะช่วยลดแรงกระแทกต่อข้อได้ และถ้าไม่แน่ใจในการทรงตัวควรใช้ไม้เท้า หลีกเลี่ยงการยกหรือถือของหนักๆ ควรช่วยกันถือ หรือใช้เครื่องทุ่นแรงช่วย เช่น กระเป๋าที่มีล้อลาก รถเข็น
 
การใช้ห้องน้ำ ควรใช้ชักโครก หรือถ้าเป็นห้องส้วมซึมหรือส้วมนั่งยอง ควรใช้เก้าอี้นั่งมีรูตรงกลาง หรืออุปกรณ์ 3 ขา มาวางคร่อมบนส้วมซึมแทน บริเวณด้านข้างที่นั่งชักโครกควรท้าราวจับเพื่อพยุงตัวขึ้นยืนได้สะดวก
 
ในผู้ที่มีปัญหาเข่าอ่อน เข่าทรุด ควรมีราวเกาะในห้องน้้า และในบ้าน ป้องกันการหกล้ม
 
2. การควบคุมน้ำหนักตัว ควรอยู่ในเกณฑ์สมส่วน
 
 
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักหรือควบคุมไม่ให้เพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวที่มาก จะเพิ่มแรงกดหรือกระแทกบนข้อต่อในทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว กล่าวคือ ขณะยืน หรือเดิน ข้อเข่าจะต้องรับน้้าหนัก 2-3 เท่าของน้้าหนักตัวผู้นั้น
  • การลดน้้าหนักไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยกำลังใจวินัยในการควบคุมตัวเอง ความเข้าใจในเรื่องโภชนาการ และการออกก้าลังกายที่ถูกต้อง หากลดน้้าหนักได้แม้เพียงเล็กน้อย ก็ช่วยลดอาการปวดข้อได้
  • มีผู้ท้าการศึกษาในผู้หญิงที่มีน้้าหนักตัวเกินซึ่งมีอาการปวดเข่า เมื่อลดน้้าหนักลง 5 กิโลกรัม ท้าให้ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อเสื่อมได้ถึงร้อยละ 50
3. การบริหารกล้ามเนื้อ และออกกำลังเพื่อสุขภาพ
 
การบริหารกล้ามเนื้อต้นขามีความส้าคัญมาก หากกล้ามเนื้อมัดนี้ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อใหญ่มีความแข็งแรง ก็จะมีส่วนเสริมสร้างความมั่นคงให้กับข้อเข่าจะช่วยชลอข้อเข่าเสื่อมได้โดยป้องกันแรงกดดันที่ข้อในขณะที่ใช้ข้อเข่าในการลุกขึ้น และยังป้องกันแรงกระแทกที่กระท้าต่อข้อเข่าในขณะเดิน
วัตถุประสงค์ของการบริหาร มีดังนี้
  • เพิ่มพิสัยกำรเคลื่อนไหวของข้อ : ขยับข้อนั้นๆให้สุดพิสัยในทุกทิศทางที่ข้อสามารถท้าได้
  • เพิ่มกำลังกล้ำมเนื้อให้แข็งแรง : เกร็งกล้ามเนื้อนานประมาณ6 วินาที จึงคลาย พัก และท้าซ้้าด้วยความถี่ 20-30 ครั้ง/รอบ วันละ 2-3 รอบ หรือ 50-100 ครั้ง/วัน โดยเริ่มท้าจาก น้อยๆ ตามความสามารถก่อน ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหมเมื่อกล้ามเนื้อมีการปรับตัว จึงเพิ่มความถี่ให้มากขึ้นจนถึง 100 ครั้ง/วัน เมื่อบริหารได้ดี จะช่วย เพิ่มควำมทนทำนในการใช้งานให้แก่กล้ามเนื้อนั้นๆ ด้วย
 
 
 
 
 
 
 
 
นัดพบแพทย์ ได้ที่ 085-536-6500, 02-175-8294
คลินิกเฉพาะทาง หู คอ จมูก กระดูกและข้อ ฝังเข็ม โรคเด็ก ร้อยไหม โบท็อก
สมุทรปราการ โดยแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา
ปราการคลินิก
264 ถ.ท้ายบ้าน ต.ปากน้ำ อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ
10270 (ฝั่งตรงข้าม เยื้อง ธ.ไทยพาณิชย์ท้ายบ้าน
ซอย 12)
Copyright © 2016 Prakarn Clinic. All rights reserved.