ปราการ คลินิก โทร : 085-536-6500, 02-175-8294 
 
โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท
 
โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เกิดจากอะไรได้บ้าง??
ทำความรู้จักโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทกันก่อน
 
โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คือการที่หมอนรองกระดูกของเราปลิ้น โป่งออกมาจากแนวกระดูกสันหลังจนไปเบียดทับกับเส้นประสาทรอบๆแนวกระดูกสันหลัง หรือเยื่อหุ้มหมอนรองกระดูกสันหลังอาจฉีกขาดจนทำให้ของเหลวลักษณะคล้ายเจลที่อยู่ภายในไปกดทับเส้นประสาทโดยรอบแนวกระดูกสันหลังนั่นเอง
 
             
 
 
อาการของหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท
 
ที่มักเป็นกันบ่อยคืออาการกระดูกสันหลังทับเส้นบริเวณคอ และอาการกระดูกทับเส้นบริเวณหลังส่วนล่าง
 
อาการกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทระดับหลัง
 
สาเหตุของอาการเกิดจากการที่ หมอนรองกระดูกปลิ้นหรือแตกจนของเหลวภายในไปเบียดทับเส้นประสาทบริเวณหลังส่วนล่างหรือบริเวณกระดูกสันหลังชิ้นที่ L3 L4 L5 S1 ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทส่วนเอวไปถึงขา เริ่มแรกผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลังบริเวณเอว เป็น ๆ หาย ๆ มาก่อน ซึ่งอาการดังกล่าวจะเป็นมากเวลาทำงาน เช่นยืน ก้มเงย หรือนั่งนาน ๆ และจะดีขึ้นเมื่อได้นอนพัก ต่อมาจึงปรากฎอาการสำคัญที่บ่งบอกว่าหมอนรองกระดูกสันหลังเกิดโป่งขึ้นมากดทับเส้นประสาทคืออาการปวดหลังรุนแรงอย่างเฉียบพลัน และมีอาการปวดร้าวลงมาที่ขา น่อง ตาตุ่มหรือเท้า ร่วมกับมีอาการชาขาหรือเท้าด้วย
 
 
อาการกระดูกทับสันหลังเส้นประสาทระดับคอ
 
สาเหตุของอาการเกิดจากการที่ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังชิ้นที่ C3 – C7 ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทส่วนแขน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการชาบริเวณฝ่ามือเริ่มจากปลายนิ้วหรืออาการปวดร้าวที่บริเวณแขน อาจเป็นข้างใดข้างหนึ่ง อาการร่วมของโรคหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาทคือ การปวดคอ ปวดเมื่อยบริเวณสะบักเรื้อรังและการไม่สามารถเคลื่อนไหวคอได้อย่างอิสระ
 
 
ทำไมอยู่ดีๆ หมอนรองกระดูกถึงปลิ้นหรือโป่งจนแตกออกได้
 
จริงๆแล้วอาการหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท มักเริ่มพบในวัยหนุ่มสาวที่เป็นวัยทำงาน ช่วงอายุ 20-40 ปี ซึ่งสาเหตุเกิดจากการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังตามอายุและการใช้งานตามปรกติซึ่งถูกกดทับจากน้ำหนักร่างกายและการทำกิจวัตรประจำวันของเรา ทำให้หมอนรองกระดูกมีอาการอ่อนแอจนปลิ้นออก หรือเส้นใยที่เป็นผนังหุ้มเนื้อหมอนรองกระดูกฉีกขาดบางส่วนอยู่ก่อน
 
บางรายปลิ้นออกมาก ถึงแม้ยังไม่แตกแต่ก็ไปเบียดทับกับเส้นประสาทโดยรอบจนมีอาการปวดอย่างเฉียบพลันและเรื้อรัง
 
หรือบางรายเนื่องจากหมอนรองกระดูกมีความอ่อนแออยู่ก่อนแล้ว ต่อมาเมื่อมีแรงมากระทำต่อกระดูกสันหลังอย่างรวดเร็ว เช่นก้มหลัง ยกของหนัก จะทำให้เกิดความดันในหมอนรองกระดูกสันหลังเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เนื้อในของหมอนรองกระดูกสันหลัง เกิดดันและโป่งออกมาตามรอยฉีกขาดของผนังหุ้มหมอนรองกระดูก และกดทับต่อเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียง
 
 
อาการกระดูกทับเส้นของลูกค้าของ Spinefitness เกิดจากสาเหตุใดกันบ้าง
 
 
สาเหตุเกิดจากการยกของหนัก
ส่วนใหญ่จะเกิดจากการยกผิดท่า มีคุณหมอท่านหนึ่งที่เป็นลูกค้าของเราท่านเป็นเนื่องจากย้ายกระถางปูนหน้าบ้านจนทำให้ต้องหยุดทำงานไป 2-3 เดือน
 
 
สาเหตุเกิดจากการเล่นกอล์ฟเล่นเทนนิสแล้วบิดตัวอย่างรวดเร็วผิดจังหวะ
ลูกค้านับสิบรายที่เป็นเนื่องจากการบิดตัวอย่างรวดเร็วทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะสุขภาพหมอนรองกระดูกอ่อนแอแต่เริ่มต้น จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น
 
 
สาเหตุเกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมเป็นเวลานาน
นี่คือสาเหตุหลักของพนักงานออฟฟิศที่เป็นกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทซึ่งจะเป็นที่คอ กับที่หลังพอๆกัน แล้วแต่ท่านั่งของบุคคลนั้นๆ
 
 
สาเหตุเกิดจากการนั่งขับรถเป็นเวลานาน
 ในสายอาชีพบางอาชีพ เช่น เซลล์ หรือฝ่ายดูแลลูกค้า ที่ต้องดูแลลูกค้าหลายๆที่ และไกลๆ ทำให้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่อยู่ในรถ ท่านเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
 
 
สาเหตุเกิดจากการหกล้ม
 การที่คนวันกลางคนหรือผู้สูงอายุเกิดพลาดลื่นล้ม สามารถเกิดขึ้นได้อยู่บ่อยๆ และการหกล้มนั้นมักนำไปสู่ปัญหาของหลังโดยง่ายดาย โดยเฉพาะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
 
 
สาเหตุเกิดจากการทำงานบ้านที่ต้องก้มๆเงยๆบ่อยๆ
แม่บ้านหลายๆท่านสูญเสียมวลกระดูกไปในช่วงการตั้งครรภ์อยู่แล้ว ยิ่งถ้าไม่ได้ดูแลสุขภาพหลังให้แข็งแรงอยู่เสมอ งานบ้านที่ต้องก้มๆเงยๆต่างๆ ก็เป็นสาเหตุสะสมให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหลัง หรืออาจทำให้เกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นัดพบแพทย์ ได้ที่ 085-536-6500, 02-175-8294
คลินิกเฉพาะทาง หู คอ จมูก กระดูกและข้อ ฝังเข็ม โรคเด็ก ร้อยไหม โบท็อก
สมุทรปราการ โดยแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา
ปราการคลินิก
264 ถ.ท้ายบ้าน ต.ปากน้ำ อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ
10270 (ฝั่งตรงข้าม เยื้อง ธ.ไทยพาณิชย์ท้ายบ้าน
ซอย 12)
Copyright © 2016 Prakarn Clinic. All rights reserved.